คิตตี้จังไดสึกิ

posted on 08 Dec 2009 09:11 by georgina

 

 

     เวลาไปเที่ยวที่ต่างๆ ในญี่ปุ่น จะต้องซื้ออาหารหรือขนมประจำท้องถิ่นที่เลื่องชื่อ

     ซื้อมาฝากคนที่บ้านหรือไม่ก็ซื้อทานเอง อดไม่ได้จริงเพราะแพคเกจเค้าสวยงามมาก

     แต่สำหรับของฝากของตัวเองหรือของสะสม

     ส่วนตัวแล้วชอบคิตตี้จัง(กระชากวัย) เลยอดไม่ได้ที่จะต้องซื้อ ที่ห้อยกุญแจ หรือ ดินสอ

     ปากกาของคิตตึ้จังของจังหวัดหรือเมืองนั้นๆ

     หลายเวอร์ชั่นมาก ในแต่หละจังหวัดหรือเมือง 

     มิหนำซ้ำก็ยังมีหลากหลายเวอร์เชั่นในแต่หละปีด้วย

     โอ้แม่เจ้า เลือกซื้อเพียงเวอร์ชั่นเดียวเท่านั้น เป็นเวอร์ชั่นที่คิดว่าน่ารักที่สุด

     อยากได้ทุกเวอร์ชั่น แต่ก็นะ  ขึ้นชื่อว่าคิตตี้จังมันมีลิขสิทธิ์ที่ค่อนข้างแพง

 

   ชมกันเลยแล้วกัน

              

                                คิตตี้จังของจังหวัดกิฟุ

           

              ดินสอเป็นคิตตี้จังของโยโกฮามาไชน่าทาวน์   ที่ห้อยมือถือมาจากโตเกียวเทาเวอร์           

            

              ไปสถานีโทรทัศน์ช่อง นิฮองTV  เวอร์ชั่นนี้เป็นละครเรื่อง Gokusen

           

         

             

             Rilakkuma หมีน้อยตัวนี้สอยมาจาก เครื่องเล่น UFO catcher

 

      ของสะสมอื่นๆที่ซื้อเก็บไว้ หาได้ตามร้านขายของมือสอง

      ตอนนี้บูมมาก  เพราะเศรษฐกิจไม่ดีอ่ะนะ

      ของที่ใช้แล้วหรือยังไม่ได้ใช้ก็สามารถขายได้หมด ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ

      คนก็ซื้อกันเยอะเพราะมันถูกกว่ามือหนึ่ง 

      เราชอบเดินดู  เพราะของเค้าน่าดู มีหมด  เครื่องไฟฟ้า ของแบรนด์เนม ของเล่นเด็ก

     เสื้อผ้า กางเกง รองเท้า ของกุ๊กๆกิ๊กๆ ถ้วยโถโอชาม  มีหมดดดด

     และก็จบลงด้วยของพวกนี้

 

 

      เป็นห่วงตอนนี้คือ จะขนกลับไทยอย่างไร 

      มันมีเยอะมาก   ตอนซื้อนะไม่คิด   หุหุหุ

 

 

 ปล    กะว่าจะเปิดท้าย  เอาเงินมาแลกข้าวกินซะหน่อย 

       

  

 

 

 

สดๆเลยจ้า  เพิ่งกลับมาจากการไปขับเหงื่อไคลออกจากร่างกาย

โดยการว่ายน้ำในสระปรับอุณหภูมิ 31 องศา ช่างมีความสุขอะไรเช่นนี้

 

ก็ขี่มอไซด์คู่ใจกลับบ้าน  ตอนนี้ใกล้หน้าหนาวแล้ว ทำให้มืดเร็วหน่อย

ห้าโมงเย็นก็มืดแล้ว  หน้าร้อนนะ พระอาทิตย์ตกก็ ทุ่มอ่ะนะ ดูดู๊

 พอจอดรถก็ได้พบกับผู้เข้ามาพักคนใหม่  แกอยู่ห้องติดกับห้องของเรา

แกมาอยู่ได้อาทิตย์กว่าแล้ว เพราะได้ยินเสียง กุ๊กกั๊กๆ จากห้องข้างๆ

 

 สักพักเราเข้าห้องก็เตรียมข้าวปลาอาหาร เพราะหิวโครต

 ติ่งต่อง ๆๆ  โอ้แม่เจ้า เจแปนนิสอีกแล้วครับท่าน

  ปกติจะมีพวกไม่พึงประสงค์ (ทีวี NHK and so on) มากดกริ่ง แล้วก็    '&&&%%%$&'(('('&%%#%

  เราก็อาศัยอาชีพเอเลี่ยน   เดี้ยนไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นคะ เสียใจด้วยนะคะ ปิดประตูทันที

 

 แต่คราวนี้เป็นคุณลุงที่เพิ่งมาอยู่ข้างห้อง

 เรารู้แล้ว มันเป็นธรรมเนียมของคนญี่ปุ่น (สาระมีบอก) หากผู้ใดเข้ามาอาศัยใหม่

 ต้องมีการเข้าไปทักทายและมีของติดไม้ติดมือมาฝากผู้ที่อาศัยอยู่ก่อน

 ห้องทางซ้าย ขวา บน และล่าง ให้ครบสี่ทิศ

    ที่คุณลุงข้างห้องให้มา น่าจะมาจากร้านร้อยเยน เป็น Alcohol towel 

    แล้วแกก็พูดว่า  ลุงเป็นคนอยู่ข้างห้องหนู     และก็   Trouble $%$^*&()_(@#$%$^$

    และลงท้ายว่า  "ลุงของฝากเนื้อฝากตัวและขอรบกวนด้วยนะครับ"   แล้วลุงก็โค้งงามๆ

     เราก็ตอบกับไป และโค้งตอบแกแบบงามอย่างไทย

 

     น่ารักนะวัฒนธรรมแบบนี้ เป็นการแสดงความอ่อนน้อมและแนะนำตัวเองไปในตัว

    เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในวันข้างหน้า  ประมาณว่ามีไรก็พูดกันได้ เคลียร์กันได้ ทำนองนั้น

 

     ชีวิตเคยอยู่หอพักตอนเรียนที่ไทยตลอดแปดปี

     เจอข้างห้องแบบน่ารักมาตลอด ก็นับว่าโชคดีไป

 

     แต่มาอยู่ญี่ปุ่นแรกๆ ไม่รู้ว่าเค้ามีวัฒนธรรมแบบนี้กันด้วย

     ก็เลยไม่ได้เตรียมของไปฝาก และแนะนำตัวเลย

     อพาร์ทเม้นท์ที่พักเป็นอพาร์ทเม้นท์ของเอกชนแต่อยู่ในสังกัดของมหาวิทยาลัย

     ทุกห้องเป็นเด็กมหาลัยเดียวกันหมด

  

     ห้องข้างใต้ห้องเรานะมีเสียงอย่างว่าอ่ะ   เสียงในฟิลม์ของ AV ของญี่ปุ่นเลย (ทำเหมือนเคยดู)

     ฟังตอนแรกก็คิดว่าใครวะมาร้องไห้ดึกๆ ดื่นๆ  สงสัยเรียนหนักเลยเครียด (คิดดีนะ)

     ฟังอยู่เกือบเดือน  ฟังไปฟังมา มันไม่ใช่แล้ว เริ่มสยองแล้วเรา 

     มันทำกันบ่อยอยู่นะ   มันมาเรียนหรือมาทำไรกันวะนี้

     ต้องขอย้ายห้องด่วน  (ศรีทนไม่ได้) เสียตังค์ย้ายห้องอีกเกือบแสน

 

     ย้ายหนีไปชั้นบนสุดก็คิดว่าจะสงบสุข ไอ้ข้างห้องหลังจากที่ย้าย    แม่งดูหนังตอนดึก

    เปิดเสียงซะดังโครต  บางคืนก็จัดปาร์ตี้กับเพื่อนมัน(โชคดีที่ไม่บ่อยหนัก)

     มันไม่เกรงใจคนข้างห้องเลย อยากไปด่า      แต่เจแปนนิสไม่คล่อง  

     แต่ก็ยังดีกว่าเสียงไม่พึงประสงค์จากชั้นล่างอ่ะนะ

 

   

     

 

   

 

  

 

     ค่าครองชีพที่นี้นะสูงมากกว่าไทยเราประมาณหนึ่งถึงสองเท่าตัว บางอย่างอาจสามเท่า

     อย่างเช่นเนื้อหมูราคา หนึ่งขีด ต่ำสุด 98 เยน สูงสุดที่เคยซื้อ 198 เยน

     เนื้อไก่ถูกหน่อย เคยซื้อถูกสุด 49 เยนต่อหนึ่งขีด แต่เป็นไก่ส่งมาจากบราซิลนะ

     หากเป็นไก่ญี่ปุ่น ไม่ต้องพูดถึงแพงมากกกกกก แพงกว่าไก่บราซิลหรือไทยเราซะอีก

     ไข่ไก่ สิบฟองขนาด MS ถูกสุด 100-150 เยน หรือบางครั้งซื้อได้ 88 เยน เวลาซุปเปอร์ลดราคาสุดๆ

 

     ดังนั้นแต่หละมื้อเย็นที่ทำกับข้าวที่นี้  ต้องพยายามให้ถูกที่สุด

     และดีต่อสุขภาพ (แต่ความดันจะขึ้นเพราะเค็มมาก)

     เมนูประจำในแต่หละอาทิตย์ต้องเป็นปลาอย่างน้อยสองถึงสามมื้อ

    ปลาที่กินประจำ คือ ปลาซังมะ ปลาซามอล และปลาซาบะ

    ตกสองชิ้นก็  ประมาณ 200 เยน แค่เอามาย่าง อร่อยมากกก 

     เค้าปรุงมาให้แล้ว  เราก็แค่ย่างไฟเตาแก๊สอย่างเดียว สบาย หุหุหุ

 

    เมนูชอบของคุณสาระมี  คือ แกงกระหรี่ญี่ปุ่น 

    ส่วนตัวพอกินได้ แต่ไม่ค่อยชอบเท่าไร  คุณสาระมีชอบ

    บอกว่าขอให้ทุกอาทิตย์เป็นแกงกระหรี่ ซักหนึ่งมื้อนะ     โห้ย  

    ดังนั้นเธอกินแกงกระหรี่  ดิฉานก็กินอาหารไทยแบบง่ายๆของเราไป

 

    เมนูโปรดอีกอันหนึ่งของสาระมี คือ เนื้อย่าง (ยาคินิคุ)  อันนี้น่าจะเป็นอันดับหนึ่งในดวงใจ

    เราก็ทำได้ง่ายมากๆ แค่ซื้อเนื้อผสมซอสแล้วที่ขายตามซุปเปอร์ แล้วย่างในกระทะ

    แพจหนึ่งก็ 600 เยน   กินได้สองมื้อ (เราไม่กิน) 

    รองต่อมาคือ  เนื้อหมูทอด (ทงคัสซึ)   ข้าวห่อไข่      

   สปาเก็ตตี้ราดซอสเนื้อมะเขือเทศ (ซอสซื้อสำเร็จ แค่ต้มเส้นสปาเก็ตตี้)

  

    อาหารของเราคงไม่พ้น อาหารไทยในบางมื้อ ไข่เจียว ไข่ดาว และก็ไข่เค็มไชยา (แอบเอามา)

    บางมื้ออยากกิน พอมีเวลาก็ ใช้ซองสำเร็จโลโบ้ (โฆษณาให้เลย) อร่อยสุดๆ ก็ต้มข่าไก่ กินได้สองมื้อ

    ผัดกระเพราไข่ดาว รสชาติไม่เหมือนที่ไทย เพราะใช้ซอสสำเร็จในขวด

    ใบกระเพราไม่สด แต่พอทานได้ ประทังความอยากไปเป็นเดือนๆ

 

    มันเป็นความลำบากของคนที่ทำกับข้าวไม่เป็น  และก็ยังไม่มีเวลาหัดทำซะที

    ต้องอาศัยซองเครื่องปรุงสำเร็จไปก่อน   กลับไทย ต้องไปฝึก จากคุณแม่แล้วหละ

    เห็นคนอื่นเค้าทำกับข้าว อย่างชำนาญ   แล้วอิจฉามากเลย 

    ไม่เป็นไรของมันฝึกกันได้นะ

 

     ส่วนอาหารที่ไปทานนอกบ้าน จะไปทานแค่ 1-2 ครั้งต่ออาทิตย์ 

     ชอบไปกิน ซูชิ 100 เยนบนสายพาน (ศัพท์นี้คิดเอง ประมาณ 2000 เยน) 

     ราเมง (ประมาณ 1500เยน)  เมคโดนัลด์ (อันนี้ถูกมาก สองคนไม่เกิน 1000เยน)

     โอกาศพิเศษหน่อย  ก็จะพาไปกิน ยาคินิคุ  (แพงหน่อย 5000 เยน อัพ) 

     หรือร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่น ที่มีอาหารน้อยๆชิ้นแต่หลายอย่าง  จัดวางในถาด น่ากินมาก

 

     ตอนนี้คิดว่ามีเวลาที่อยู่ที่นี้ก็ เริ่มน้อยแล้ว (ได้เวลากลับไปทำงานแล้ว)

     เลยคิดว่าอยากกินก็กินซะ

     เพราะมีโอกาศมากินแบบนี้ไม่บ่อยครั้ง  อาจจะสองถึ่งสามปีครั้งหนึ่ง ก็ได้  

     คิดดังนั้นก็ เปิดโหมด กินแหลก  นับจากนี้ต่อไป  

 


  อยู่ที่นี้ทุกอย่างแพง  รายได้ก็น้อยนิด ไม่พอยาไส้ ที่แสนจะกินจุ

   อาหารแต่ละมื้อต้องไม่เกินคนละห้าร้อยเยน ถึงจะเหมาะสม ถ้ามากกว่านี้เกิน เครียดแล้ว

   ไม่หรอกคะ อยากเก็บตังค์ไว้เพื่ออนาคตข้างหน้า


   ต้องบอกก่อนเลยว่าไม่เคย ๆ เป็นอย่างนี้มาก่อน ประหยัดอะไรได้ขนาดนี้ฉาน

   เห็นสาระมีเป็นตัวอย่าง เธอประหยัดมาก ไม่ค่อยซื้อของใช้ประจำตัวเท่าไร ไม่ฟุ่มเฟือย

  (ยกเว้นเกมส์) ไอ้เราก็ชอบซื้อ เรื่องรองเท้า เท้าก็มีแค่คู่เดียว แต่มีรองเท้าอยู่ที่นี้ตั้งแปดคู่

   ตายหละ ขนกลับไปอย่างไรนี้ แค่รองเท้าก็เต็มเป๋าแล้ว


   วันนี้ได้ฤกษ์  เครื่องประทินผิวรุ่นเก่า สมัยยังไม่ได้ประหยัดดันหมด

   ทำให้วันนี้ต้องไปหาซื้อใหม่ แต่ก็นะ วิญญาณประหยัดเข้าสิง

   ก็เลยไปตะเวนหายี่ห้อสุดโปรด แต่ราคาไม่หรูหรา

    ปกติยี่ห้อนี้ขายตามห้างใหญ่ๆ  เป็นเกรดดี

    แต่เราไม่ไป หาซื้อตามร้านขายยาทั่วไปดีกว่า  จะได้รุ่นที่ถูกกว่าหน่อย

    ร้านขายยาร้านขาประจำดันปิดซะนี้

    แต่โชคดีเดินไปเจอร้านขายเครื่องสำอางค์ตามริมถนน    ก็เลยเข้าไปดู
 

   เดี้ยน  -  คุณป้าคะ หนูอยากได้ครีมทาผิวสำหรับหน้าหนาว แต่เป็นยี่ห้อนี้อ่ะคะ  มีไหมคะ

  โอบ้าซัง  -  มีหลายรุ่นเลยจ๊ะ อย่างเช่น   ^^%%*(^)%&*$RUF%^&%#%$#&$%&^*&(&^@!!@ 

 


   กวาดสายตาไปดู โห้ราคาก็ยังแพงอยู่นะ  หมื่นเยนถึงหกพันเยนต่อกระปุก(30กรัม)

   ไม่เอาแล้ว  คุณป้าเห็นเราเริ่มใส่เกียร์ถอยหลังแล้ว  แกก็เลยบอกว่า(ฉลาดนะคะแม่ค้าญี่ปุ่นนี้)

 


  โอบ้าซัง - หนูจ๊ะ   หนูนะยังสาวอยู่ ( เดี้ยน อมยิ้ม อยู่ในใจ) ไม่จำเป็นต้องใช้รุ่นแพงๆพวกนี้หรอก 

                มันนั้นเหมาะสำหรับอายุอย่างป้าคะ  และ  บลาๆๆ  "#W"$"$"#%"$%"#" (ฟังไม่ออกแล้ว)

 


        แกพาเราไปดูครีมยี่ห้อเดียวกัน แต่ราคาไม่หนักกระเป๋า

       ตื่นเต้นมากเลย ไอ้เราก็บ้ายี่ห้อเหมือนกันนะนี้

      ก็เลยตกลงปลงใจ ซื้อกระปุกที่ถูกที่สุดของยี่ห้อนี้ 

      เราคิดว่าที่มันถูกเพราะ คุณภาพการบำรุงผิวที่แตกต่างกับที่ขายบนห้างใหญ่ๆ

      ซึ่งส่วนประกอบตัวสำคัญคงแตกต่างกันมากอยู่

      อีกประการ ไม่มีค่าโฆษณา และแพจเกคก็ไม่หรูหราด้วย

      ดีๆ ถูกใจได้ของถูก

    

     

   

    

ฉันมีผักชีกินแล้วเย้

posted on 13 Nov 2009 11:35 by georgina

 

    เริ่มจะตาสว่างหลังจากได้แอบอ่านบล็อกของแม่บ้านไทยในแดนปลาดิบ

   เค้าทำอาหารกันเก่งจัง  และเค้าก็ปลูกผักของไทยไว้ที่บ้านกันด้วย  เริ่ด บรรเจิดคะ

   กลับไทยคราวที่แล้วก็เลยได้ไอเดีย เอา.... ดิฉันจะปลูกผักชีไว้กินดีว่า เผื่อไว้ทำตัมจืด

   หรือยำ จะได้มีกลิ่นไอความเป็นไทยหน่อย  

 

  เลยได้ดินจากที่สามีที่เลี้ยงตัวแมลงกว่าง  ตอนหน้าร้อน โอ้เป็นปุ๋ยได้อย่างดีเลย

  กระถางมีตามร้านขายเครื่องใช้ภายในบ้าน แต่เราประหยัดคะ มีถังขยะ ใบเล็กๆ ใบใหม่

  ยังไม่ได้ใช่  โอเค เอามาทำเป็นกระถางแล้วกัน   ตอนนี้ผักชีเดี้ยนได้สี่เดือนแล้ว

  เก็บกินก็หลายครั้งอยู่  ทำต้มจืดบ้าง แต่วันนี้เพิ่งแกะซองสำเร็จเครื่องยำวุ้นเส้น ก็เลยเอามาใส่โรยหน้าซะ

  อืม เพิ่มกลิ่นและรสชาติของยำได้เยอะเลย   มันยอดมาก

 

  ก่อนจบ   ก็บอกสามีแล้วนะว่าจะปลูกผักชี  เธอก็โอเค 

  ทำไมหรือคะ เธอบอกว่าคนญี่ปุ่นไม่ชอบผักชี  

  ก็จริงอ่ะ  เธอไปไทย ทุกทีเธอจะบอกว่า ไม่เอาผักชี

  คุณญาติๆ ญี่ปุ่นของฉัน ที่ไปเมืองไทย ต่างก็วิ่งหนีผักชีกันจ้าระหวั่นเหมือนกัน

  นี้ขนาดเราเด็ดผักชีจากระเบียงเข้ามาในบ้าน เพื่อใส่ต้มจืด แล้วเดินผ่านเธอ เธอยังถามว่า

  กลิ่่นไรอ่ะ ที่รัก   เราบอกว่ากลิ่นผักชีจ้า  หุหุหุ